Monday, January 15, 2007

การศึกษาการเลี้ยงดูเด็ก 0-5 ปี ที่เกิดจากมารดาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 8



วนาพร คณาญาติ, สุภาภรณ์ เชื่อมชิด

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเลี้ยงดูเด็ก 0-5 ปี ที่เกิดจากมารดาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์จำนวน 35 ราย เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และการสังเกตพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็ก การประเมินพัฒนาการเด็กให้เกณฑ์การประเมินจากสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ผลการศึกษาวิจัย
- ข้อมูลทั่วไปของมารดาขณะตั้งครรภ์ พบอายุระหว่าง 13-20 ปี ร้อยละ 48.6 มีสถานภาพสมรสหย่า/แยก ขณะตั้งครรภ์ร้อยละ 57.1 และหลังคลอดพบสถานภาพของมารดามีแนวโน้มแยกทางกับสามีมากขึ้น ร้อยละ 77.1 จำนวนการตั้งครรภ์เป็นครรภ์แรก บางรายจะเคยมีประวัติไม่เคยฝากครรภ์ และมีประวัติการทำแท้งก่อนมาคลอด ข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก จำนวนเพศหญิง และเด็กชายมีจำนวนไม่แตกต่างกัน หลังคลอดพบว่าเด็กถูกเลี้ยงโดยปู่ย่า / ตายาย เป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.1 รองลงมาเด็กถูกเลี้ยงดูโดยมารดาร้อยละ 28.6 สาเหตุปู่ย่า/ ตายายเลี้ยงดูเด็กเนื่องจากบิดามาดาแยกทางกัน มารดาบางรายกลับไปต่อ แต่งงานใหม่ และรับจ้างต่างจังหวัด เวลาที่เด็กเจ็บป่วย/ ฉีดวัคซีน ผู้เลี้ยงดูเด็กจะนำเด็กไปตรวจสุขภาพที่สถานีอนามัยใกล้บ้านมากกว่าจะพาไปโรงพยาบาล และพบว่าผู้เลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่ไม่นิยมพบเด็กไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพฟัน/ รับยาฟลูออไรด์ เพื่อส่งเสริมสุขภสพฟัน จะพาเด็กไปตรวจฟันต่อเมื่อเด็กปวดฟันหรือฟันผุ การบันทึกในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก พบว่าผู้เลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่ไม่ลงบันทึกพัฒนาการเจริญเติบโต ของเด็ก กราฟแสดงน้ำหนักตามเกณฑ์อายุของเด็ก หรือถ้าบันทึกส่วนใหญ่ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ หลังคลอดพบว่าน้ำหนักตัวน้อย ร้อยละ 40 พัฒนาการทางร่างกายล่าช้า ร้อยละ 20 พิการทางสมอง ร้อยละ 8.6 ศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า ฐานะของผู้เลี้ยงดูเด็กมีผลต่อการเลี้ยงดูเด็กโดยเฉพาะภาวะโภชนาการ และระยะทางจากบ้านไปยังสถานบริการ มีผลต่อการดูแลเด็กและการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก กรณีที่เด็กมีความพิการ พัฒนาการล่าช้า ถ้าผู้เลี้ยงดูเด็กมีฐานะยากจนโอกาสที่จะพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพร่างกาย หรือไปกระตุ้นพัฒนาการน้อยมาก ไม่สม่ำเสมอและไม่ต่อเนื่อง ทำให้มีผลกระทบกับเด็ก อาจพิการตลอดชีวิต /เสียชีวิต

ข้อเสนอแนะ
- จากผลการศึกษา ควรให้ความสำคัญกับหน่วยปฐมภูมิที่มารดาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ไปใช้บริการมาก เน้นดำเนินงานในเชิงรุกในเรื่องการวางแผนครอบครัว ส่งเสริมสถาบันครอบครัวและความสำคัญของผู้สูงอายุตลอดจนการวิจัยเกี่ยวกับเด็กไทยในเชิงระบบโดยศึกษาพฤติกรรมการดูแลเด็กที่มีผลกระทบต่อชีวิตในอนาคต

จากผลงานวิชาการนำเสนอ ในการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2549

วันที่ 4-6 กันยายน 2549 ณ โรมแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร

งานวิจัย สาธารณสุข

No comments: